จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

30/4/54

ข้าวมันไก่

เครื่องปรุงข้าวมันไก่ เนื้อไก่ ข้าวสาร ขิง กระเทียม ผักชี แตงกวา ซีอิ้ว เต้าหู้ยี้ น้ำส้มสายชูเครื่องปรุง
สะโพกหรืออกไก่ 800 กรัม
ข้าวสาร 3 กระป๋อง
เกลือป่น ½ ช้อนชา
ขิงฝานเป็นแว่น 6 แว่น
กระเทียมสับ 3 ช้อนโต๊ะ
ผักชี 2 ต้น
แตงกวาลูกใหญ่ 1 ลูก
น้ำเปล่า 7 ถ้วย
เครื่องปรุงน้ำจิ้ม
ซีอิ้วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ้วดำ 1 ช้อนชา
เต้าหู้ยี้ 2 ก้อนเล็ก
น้ำตาลทราย 1 ½  ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มสายชู 1 ½  ช้อนโต๊ะ
ขิงสับ 3 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมสับ 3 ช้อนโต๊ะ
พริกสด 2 เม็ด


วิธีทำข้าวมันไก่
1. นำไก่มาล้างน้ำให้สะอาด ตัดหนังส่วนที่เกินออกมา หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เอาไว้เจียวน้ำมัน
วิธีทำข้าวมันไก่ นำไก่มาล้างน้ำให้สะอาด ตัดหนังส่วนที่เกินออกมา หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เอาไว้เจียวน้ำมัน

2. ปลอกเปลือกกระเทียมและขิง นำไปล้างน้ำให้สะอาด นำกระเทียมมาสับให้ละเอียด ส่วนขิงก็ฝานเป็นแว่นๆ
วิธีทำข้าวมันไก่ นำกระเทียมมาสับให้ละเอียด ส่วนขิงก็ฝานเป็นแว่นๆ

3. เปิดเตาที่ไฟปานกลาง นำหนังไก่ที่หั่นไว้ไปเจียว ให้ได้น้ำมันออกมา (สังเกตว่าหนังไก่จะเหลืองกรอบก็ตักหนังไก่ขึ้นมาให้หมด) นำกระเทียมที่สับไว้ลงไปเจียวให้เหลืองหอม
วิธีทำข้าวมันไก่ นำหนังไก่ที่หั่นไว้ไปเจียว ให้ได้น้ำมันออกมา นำกระเทียมที่สับไว้ลงไปเจียวให้เหลืองหอม

4. เมื่อกระเทียมเหลืองได้ที่แล้วก็ให้นำน้ำมันกระเทียมเจียวใส่ลงไปในข้าวสารที่ซาวไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้น ให้ใส่ขิงฝานและเกลือป่นตามลงไป
วิธีทำข้าวมันไก่ นำน้ำมันกระเทียมเจียวใส่ลงไปในข้าวสารที่ซาวไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้น ให้ใส่ขิงฝานและเกลือป่นตามลงไป

5. เปิดเตาที่ไฟปานกลางค่อนข้างแรง ใส่น้ำเปล่าลงไปในหม้อประมาณ 5 ถ้วย รอจนน้ำเดือดจึงนำไก่ที่เตรียมไว้ลงไปต้ม จากนั้นลดไฟลงเป็นไฟอ่อนแล้วต้มไก่ไปเรื่อยๆ จนน้ำซุปเริ่มเดือด ให้ตักน้ำมันที่ลอยหน้าออกมาใส่ในหม้อหุงข้าว
วิธีทำข้าวมันไก่ ต้มน้ำจนเดือด ใส่ไก่ลงไป จากนั้นลดไฟลงเป็นไฟอ่อนแล้วต้มไก่ไปเรื่อยๆ จนน้ำซุปเริ่มเดือด จึงตักน้ำมันที่ลอยหน้าออกมาใส่ในหม้อหุงข้าว

6. จากนั้นก็เติมน้ำซุปที่ต้มไก่ลงไปในหม้อหุงข้าวประมาณ 3 ถ้วย คนให้เครื่องเข้ากันจึงนำข้าวไปหุงในหม้อหุงข้าวตามปกติ
วิธีทำข้าวมันไก่ เติมน้ำซุปที่ต้มไก่ลงไปในหม้อหุงข้าวประมาณ 3 ถ้วย คนให้เครื่องเข้ากันจึงนำข้าวไปหุงในหม้อหุงข้าวตามปกติ

7. เติมน้ำเปล่าลงไปในหม้อต้มไก่อีกประมาณ 2 ถ้วยหรือจนท่วมไก่ ต้มไก่ไปเรื่อยๆ ประมาณ 45 นาทีหรือจนไก่สุก เมื่อไก่สุกแล้ว ก็ให้นำขึ้นมาเลาะกระดูกออก ตีเนื้อให้นิ่ม แล้วจึงสับเป็นชิ้นๆ เตรียมไว้เสริฟพร้อมข้าวมัน
วิธีทำข้าวมันไก่ ต้มไก่ไปเรื่อยๆ จนไก่สุก เมื่อไก่สุกแล้ว ก็ให้นำขึ้นมาเลาะกระดูกออก ตีเนื้อให้นิ่ม แล้วจึงสับเป็นชิ้นๆ เตรียมไว้เสริฟพร้อมข้าวมัน

วิธีทำน้ำจิ้ม
1. ปลอกเปลือกกระเทียมและขิง เด็ดขั้วพริก นำไปล้างน้ำให้สะอาด นำกระเทียมและขิงมาสับให้ละเอียด ซอยพริกเป็นชิ้นเล็กๆ และนำเครื่องทั้งหมดใส่ไว้ในถ้วยผสม
วิธีทำน้ำจิ้มข้าวมันไก่ นำกระเทียมและขิงมาสับให้ละเอียด ซอยพริกเป็นชิ้นเล็กๆ และนำเครื่องทั้งหมดใส่ไว้ในถ้วยผสม

2. เติมเครื่องปรุงต่างๆ คือ ซีอิ้วขาว ซีอิ้วดำ เต้าหู้ยี้ น้ำตาลทราย และน้ำส้มสายชู ลงไป ผสมเครื่องทั้งหมดให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ เตรียมไว้เสิร์ฟพร้อมข้าวมันไก่
วิธีทำน้ำจิ้มข้าวมันไก่ เติมเครื่องปรุงต่างๆ ผสมเครื่องทั้งหมดให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ เตรียมไว้เสริฟพร้อมข้าวมันไก่

วิธีเสิรฟ
1. ตัดก้านผักชี ปลอกเปลือกแตงกวา นำไปล้างให้สะอาด นำผักชีมาซอยให้ละเอียด ส่วนแตงกวาก็หั่นเป็นแว่นๆ
วิธีเสริฟข้าวมันไก่ นำผักชีมาซอยให้ละเอียด ส่วนแตงกวาก็หั่นเป็นแว่นๆ

2. ปรุงรสน้ำซุปไก่ด้วยซีอิ้วขาวและน้ำตาลทรายให้รสชาติกลมกล่อม ตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยพริกไทยป่นและผักชีซอย เตรียมไว้เสิร์ฟพร้อมข้าวมันไก่
วิธีเสริฟข้าวมันไก่ ปรุงรสน้ำซุป ตักใส่ถ้วย โรยหน้าด้วยพริกไทยป่นและผักชีซอย เตรียมไว้เสริฟพร้อมข้าวมันไก่

3. ตักข้าวใส่จาน นำไก่ที่หั่นไว้วางลงไปบนข้าว วางแตงกวาที่หั่นไว้ข้างๆ จากนั้นก็เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้มและน้ำซุปที่เตรียมไว้ได้เลยค่ะ
ตักข้าวใส่จาน วางไก่ที่หั่นไว้ลงไป เสิร์ฟพร้อมแตงกวา น้ำจิ้มและน้ำซุปที่เตรียมไว้

11/4/54

เรื่องน่ารู้ วิธีดูแลสุขภาพ… รับมือกับหน้าร้อน





   1.     ไม่ควรกินน้ำแข็งหรือดื่มน้ำเย็นจัด ฤดูร้อน อากาศร้อน ต้องหาทางช่วยดับความร้อน เพื่อป้องกันความร้อนกระทบร่างกายมากเกินไป เป็นหลักการที่ถูกต้อง ซึ่งช่วยให้คุณเจ็บป่วยน้อยลง
       2.     ควรดื่มน้ำเยอะๆ เพราะหน้าร้อนจะสูญเสียเหงื่อมาก และควรดื่มน้ำเปล่าที่สุกแล้ว หรือจะเสริมปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เกลือแร่ หรือสมุนไพรอื่น ๆ ก็สามารถรับประทานได้
       3.      ไม่ควรนอนให้ลมหรือความเย็นโกรก ความร้อนจากแดดทำให้เสียเหงื่อ เสียพลัง เมื่อนอนหลับตาก ลมในขณะเหงื่อออก จะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่ แล้วเหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้ จะมีความร้อนสะสมอยู่ข้างใน ทำให้เวียนหัว รู้สึกหนักหัว ไม่สดชื่นแจ่มใส หรืออาจทำให้เป็นไข้หวัดได้
      4.     การนอนพักผ่อน ควรนอนหลับให้เพียงพอ
      5.     ควรเลือกทานอาหารอ่อนๆ ตอนเช้า เช่น ข้าวต้ม เพราะในช่วงเช้ายังไม่ควรทานอาหารที่หนัก ๆ แค่ทานผักผลไม้เยอะ ๆ และหลีกเลี่ยงอาหารทอดๆ มัน ๆ แห้ง ๆ
      6.     ควรดูแลสุขภาพของเด็กๆ โดยเฉพาะเรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัย และการดำเนินชีวิต
      7.     สำหรับหญิงตั้งครรภ์ สิ่งที่ควรปฏิบัติในหน้าร้อน คือ ต้องสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด เพื่อป้องกันการกระทบกับความเย็น อาหารที่กินต้องสะอาด ไม่ควรนอนบนสื่อที่เย็น และห่มผ้าคลุมกายเสมอ ระวังอย่าให้เป็นไข้หวัด ห้ามอาบน้ำร้อนจัด หรือเย็นจัด
      8.     บุคคล 3 ประเภทที่ต้องระวังให้มาก คือ คนสูงอายุ ผู้ที่มีระบบย่อยอาหารที่ไม่ดี คนที่มีม้ามพร่อง ผู้ที่มีลักษณะสามอย่างที่กล่าวมานั้น เมื่อได้รับความร้อนจากแสงแดด หรือถ้าดื่มน้ำเย็นมากเกินไป และเกิดความชื้นสะสมในร่างกาย อาจทำให้เกิดอาการ ท้องเสีย ติดเชื้อราง่าย ขี้หนาว ปวดหัว ตัวร้อน เป็นต้น
      9.      อย่าทา ครีมกันแดด อย่างเร่งรีบ แพทย์ผิวหนัง แนะนำให้ทาให้ทั่วถึงแม้แต่ ในร่มผ้า ด้วย โดยทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง และหลัง ว่ายน้ำ แม้ผลิตภัณฑ์จะเป็นสูตรกันน้ำ ก็ตาม โดยควรเลือกที่มีส่วนผสมของ Mexoryl และ Tinosorb เพราะสามารถกรอง รังสียูวีเอและยูวีบี ได้ดี เช่น Vichy, Nivea และ Ambre Solaire จาก Garnier
      10.  อากาศร้อนจัดมีผลต่อ อารมณ์ หงุดหงิด และ หดหู่ (SAD – Seasonal Affective Disorder) จากสถิติ ผู้หญิงจะเป็นมากกว่า ผู้ชาย ดังนั้นลองออกไป เดินเล่น ช่วงบ่ายแก่ ๆ หรือช่วงที่คนไม่มาก สิ่งสำคัญคือ พยายาม กระฉับกระเฉง เข้าไว้
      11.   หากผิวแสบร้อนจาก การโดนแดด แพทย์ ผิวหนัง แนะนำให้กิน ยาแอสไพริน เพื่อลด อาการเจ็บปวด แล้วลองแช่ตัว ใน อ่างน้ำ อุณหภูมิร่างกาย โดยใส่ ออยล์ สำหรับ แช่อาบ จากนั้น บำรุงผิว ด้วย โลชัน ที่มีส่วนผสมของ ว่านหางจระเข้ หรือ อาฟเตอร์ซันเจล และหลีกเลี่ยงแดด ในวันถัดไป
      12.  ลองทำ สเปรย์บรรเทาผิวไหม้เกรียม อย่างง่าย ๆ คือ น้ำกรองบริสุทธิ์ 2 ออนซ์ ใส่ เอสเซ็นเชียลออยล์ กลิ่นลาเวนเดอร์ 9 หยด กลิ่นเปปเปอร์มิ้นต์ 2 หยด และ สเปียร์มิ้นต์ 1 หยด ผสมรวมกันแล้วใส่ใน กระบอกฉีด สำหรับพกติดตัว
      13.  หากต้องออกไปเผชิญ อากาศร้อน ภายนอก ควรใช้ เครื่องสำอาง เนื้อครีม ที่ปัจจุบันมี เนื้อแห้งเหมือนแป้ง หากหน้ามัน ปัดทับด้วย บรอนเซอร์ หรือ แป้งชนิดฝุ่

วิธีดูแลผมสวย การนวดหนังศีรษะ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพเส้นผม

1.       1.   นวดวนทั่วทั้งศีรษะ เป็นท่านวดเพื่อเป็นการส่งผลิตภัณฑ์บำรุงผมที่ใช้ซึมซาบเข้าบำรุงหนังศีรษะ เต็มที่ โดยใช้ปลายนิ้วทั้ง 10 โอบรอบหนังศีรษะ แล้วนวดทวนเข็มนาฬิกา โดยลงน้ำหนักให้ทำกันทุกนิ้ว ทำซ้ำ 3 รอบ
2.     2.    กระตุกเส้นผม เพื่อ กระตุ้นกล้ามเนื้อหนังศีรษะ อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตและน้ำเหลืองช่วยให้ผ่อนคลาย เริ่มจากจับผมเป็นชุดๆ โดยเริ่มจากหน้าผากช่วงกึ่งกลางศีรษะแล้วใช้นิ้วพันเส้นผมตามที่แบ่งไว้ กระตุกปอยผมนั้นเป็นจังหวะ 3 ครั้ง ต่อเนื่อง ทำเช่นนี้ทั่วทั้งศีรษะ แต่ระวังอยากกระตุกแรง
3.     3.    ผ่อนคลายจากโคนจรดปลายผม ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงบนบริเวณขมับและให้นิ้วหัวแม่มือวนอยู่ที่บริเวณ ท้ายทอย นวดวนยกขึ้นให้ทั่วทั้งศีรษะ โดยไล่จากท้ายทอยขึ้นข้างบนจากนั้นลูบเส้นผมขึ้นจากโคนจรดปลาย
4.     4.    นวดกดจุดทั่วทั้งหนังศีรษะ ย้ำให้ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมทำงานได้ดียิ่งขึ้น ใช้นิ้วทั้ง 10 นวดกดจุดจากตรงกลางศีรษะวางน้ำหนักไว้ที่กึ่งกลางศีรษะไล่ลงมาถึงท้ายทอยและ แยกไปที่ข้างใบหู
5.     5.    นวดใต้ท้ายทอยให้ผ่อนคลาย ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดที่ท้ายทอยประมาณ 3 วินาที แล้วลากออกด้านข้างตามแนวฐานกะโหลกศีรษะไปจนถึงปลายติ่งหู ทำซ้ำ 3 ครั้ง
6.       6.  ปลอดปล่อยความเมื่อยล้า ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดนวดบริเวณท้ายทอยไล่ลงมาสู่ต้นคอ จากนั้นกดค้างไว้ 3 นาทีและเว้นระยะห่างแบ่งเป็น 3 จุด ทำซ้ำ 3 ครั้ง และไม่ควรทำย้อนขึ้น
7.      7.   กดจุดให้หลับสบาย ใช้ นิ้วชี้และนิ้วกลางกดบริเวณท้ายทอยเพียงจุดเดียว กดค้างไว้ประมาณ 3 วินาทีแล้วจึงค่อยๆ คลายน้ำหนักลง ทำซ้ำ 3 ครั้ง และหากใช้มืออีกข้างประคองศีรษะของผู้ที่ได้รับการนวด จะเป็นการช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและหลับสบายยิ่งขึ้น
8.     8.    ผ่อนคลายทั่วทั้งตัว บีบ นวดกล้ามเนื้อโดยเริ่มจากบริเวณไหล่ไล่ลงมายังบริเวณต้นแขน และบีบนวดเป็นจังหวะสม่ำเสมอไล่ลงมาเรื่อยๆ และนวดวนบริเวณกลางฝ่ามือ ก่อนไล่ลงจนที่ปลายนิ้วเป็นอันเสร็จพิธีการ

5/4/54

การออกกำลังที่ถูกต้อง

การกินผลไม้ให้มีประโยนช์

ประโยชน์ของผลไม้


ส้ม :นักวิจัยเมืองจิงโจ้พบในรายการศึกษาของหลายชาติ เรื่องการบริโภคผลไม้จำพวกมะนาว และส้มให้คุณแก่สุขภาพสรุปได้ดังนี้..."กินส้มวันละใบ จะผลักไสโรคมะเร็งบางชนิดให้พ้นตัวได้" นักวิใจขององค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมเครือจักรภพของรัฐบาลออสเตรเลีย กล่าวแจ้งว่า การกินผลไม้จำพวกมะนาวและส้ม จะช่วยป้องกันมะเร็งที่ปาก กล่องเสียง และกระเพาะลงได้ตั้งครึ่ง และยิ่งกินเพิ่มนอกจากกินผักผลไม้วันละ 5 มื้ออยู่ประจำแล้ว ก็จะยิ่งช่วยให้ป้องกันอัมพาตได้อีกโรคหนึ่งได้ถึง 19 เปอร์เซ็นต์ ด้วย   นักวิจัยขององค์การคนหนึ่ง นางแคทรีน แบกเฮิสร์ทเปิดเผยว่า ผลไม้จำพวกมะนาวหรือส้ม ช่วยป้องกันโรคของร่างกายได้เพราะคุณสมบัติเป็นตัวล้างพิษของมัน พร้อมทั้งบำรุงระบบภูมิ คุ้มโรคให้แข็งแรง ขัดขวางเนื้อร้ายไม่ให้ลุกลาม และรักษาเซลล์เนื้อร้ายให้กลับคืนดีได้อีกด้วย รายงานการศึกษาซึ่งทำจากผลงานการศึกษาของชาติต่างๆ จำนวน 48 เรื่อง ยังได้พบหลักฐาน อันน่าเชื่ออีกด้วยว่า ผลไม้เหล่านี้ยังมีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอ้วนและ เบาหวานอีกด้วย ในบรรดาผลไม้พวกนี้ทั้งหมด ผลส้มจะมีสารที่มีคุณสมบัติเป็นตัวล้างพิษ อัน เป็นสารพฤกษเคมีชนิดต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 170 อย่าง รวมทั้งสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีสรรพคุณ ป้องกันการอักเสบ เป็นเนื้อร้าย และเลือดจับตัวเป็นก้อนไม่ต่ำกว่า 60 อย่างด้วย


ชมพู่ :ชมพู่เป็นไม้ผลเขตร้อนซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย เป็นพืชจัดอยู่ตระกูลเดียวกับฝรั่ง หว้า ยูคาลิปตัส เป็นพืชที่ชอบน้ำ จัดเป็นไม้ผลที่มีลำต้นขนาดใหญ่ ดอกมีกลิ่นหอมคล้ายกุหลาบ ผลมีรสชาติหวานกรอบ คนไทยจึงนิยมปลูกเป็นไม้มงคลประจำบ้านชมพู่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ผลนอกจากจะใช้รับประทานสดแล้ว ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้เช่น เยลลี่ แยม และแช่อิ่ม เป็นต้น

สตอเบอรี่  : สตอเบอรี่อุดมไปด้วยวิตามินซี  มีประโยชน์ต่อเหงือกและฟัน ทั้งยังหารับประทานได้ง่ายซึ่งประโยชน์ของสตอเบอรี่ก็มีมากมาย อาทิเช่น ถ้านำสตอเบอรี่มาพอกหน้าก็จะทำให้ผิวหน้าสดชื่นและชุ่มชื้น หรือถ้านำมา  รับประทานเป็นประจำก็จะทำให้สุขภาพผิวดี สุขภาพร่างกายแข็งแรง 
เพราะในสตอเบอรี่มีวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดที่ช่วย ลดความหยาบกร้านของผิว และช่วยชะลอความแก่ชราแค่คุณรับประทานทุกวัน ง่ายๆอย่างนี้ ก็สวยได้แล้วค่ะ  เหมือนอย่างที่ว่า กินอย่างปลอดภัย…สวยอย่างธรรมชาติ



แตงโม  : ให้สุขภาพแข็งแรง - - แตงโมมีสารที่เรียกว่า lycopene ที่มีแอนตี้ออกซิเดนท์ และช่วยในการบำรุงหัวใจ รวมถึงมะเร็ง สารนี้มีอยู่มากในมะเขือเทศเช่นกัน แต่เมื่อเทียบกันแล้ว แตงโมมีมากกว่าถึง 40 เปอร์เซ็นต์ วิตามินซี - - แตงโมเสี้ยวใหญ่ๆ จะเต็มไปด้วยวิตามินซีที่จำเป็นต่อร่างกายของเรา ป้องกันการติดเชื้อ - - การดื่มน้ำแตงโมช่วยเพิ่มเบต้าแคโรทีน ซึ่งร่างกายใช้ในการสร้างวิตามินเอ และการมีวิตามินเอมากๆ ก็จะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ แผลหายเร็ว - - แตงโมเป็นผลไม้ที่มี citrulline อยู่มาก สารตัวนี้จะช่วยในการรักษาแผนได้เร็ว อย่าดื่มแต่น้ำแตงโม ให้กินเนื้อมันเข้าไปด้วย โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นสีขาวอยู่ลึกลงไป แม้รสชาติจะไม่หวาน แต่มีประโยชน์ทีเดียวนะ คลายเครียด - - แตงโมเต็มไปด้วยโพแทสเซียม ที่จะช่วยควบคุมอัตราความดันโลหิต เรียกว่ากินแล้วจะอารมณ์ดี ยิ่งกินแบบเย็นๆ ยิ่งสบายใจ ลดความอ้วน - - ในแตงโมมีแคลอรี่แค่ 96 แคลอรี่เท่านั้น และการกินแตงโมที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำ ทำให้เราอิ่มได้เร็ว และไม่ต้องกินอาหารอื่นอีก
เรียกว่าแตงโมนี่มีประโยชน์มากมายมหาศาลจริงๆ เนอะ


 กล้วย  : ใช้ป้องกัน บำบัด โรคแผล ใน กระเพาะอาหาร การที่ ผงกล้วยดิบ สามารถ ป้องกัน การเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ได้ เพราะในกล้วย จะมีสาร ไปกระตุ้น ให้เซลล์ใน เยื่อบุกระเพาะ หลั่งสารMUCIN ออกมา ช่วยเคลือบกระเพาะ - รักษา อาการ ท้องเสีย การที่กล้วยห่าม สามารถ แก้อาการ ท้องเสีย ได้ เพราะมี สารแทนนิ



แอปเปิ้ล : แอ๊ปเปิ้ล เป็นผลไม้ในเขตอบอุ่น ในบ้านเราปลูกได้ตามดอยสูงต่าง ๆ ทางภาคเหนือ ทันตแพทย์ยกย่องว่าแอ๊ปเปิ้ลเป็นแปรงสีฟันธรรมชาติเมื่อเราเคี้ยวเนื้อผลที่กรอบและมีเส้นใยจะช่วยขัดถูฟันและนวดเหงือกได้เป็นอย่างดีและยังกำจัดคราบแบคทีเรียในปากได้ดีอีกด้วย แพทย์แผนโบราณถือว่าแอ๊ปเปิ้ลมีรสหวานเย็น ทำให้ปวดชุ่มชื่น ช่วยย่อยอาหารลดกรดในกระเพาะและละลายเสมหะ เป็นต้น จากผลการวิจัยพบว่าแอ๊ปเปิ้ลมีสารช่วยทำลายคอเลสเตอรอล เป็นสารตัวเดียวกับที่มีอยู่ในไวน์แดงจากองุ่น